มาเช็คอาการของตัวเองเมื่อเสี่ยงติดเชื้อโควิด ในสถานที่การณ์ของโรคระบาดโควิด19 ที่มีประชากรติดเชื้อจำนวนมากและส่งผลให้เสียชีวิตอีกหลายรายทำให้ทั่วโลกต้องจับตามองโรคระบาดครั้งใหญ่นี้มากยิ่งขึ้นและต้องคอยเฝ้าระวังการแพร่เชื้อในกลุ่มคนจำนวนมากหรือพื้นที่แออัดที่แพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็วโดยมีแนวทางป้องกันและมาตรการพื้นฐานที่ทุกคนต้องปฏิบัติเพื่อไม่ให้ติดเชื้อ

เชื้อไวรัสโควิดนั้นเป็นสายพันธุ์หนึ่งของเชื้อไวรัสโคโรนาซึ่งเป็นไวรัสที่สามารถแพร่กระจายจากสัตว์สู่คนผ่านจากการไปสัมผัสหรือกินเนื้อสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกายและยังสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คน ได้ด้วยการสูดผ่านระบบทางเดินหายใจส่วนบนเอาเชื้อไวรัสเข้าร่างกาย ที่มาจากการไอ จาม หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่ง ละอองน้ำมูกน้ำลาย ของผู้ที่มีเชื้อ ซึ่งเมื่อเชื้อไวรัสนี้เข้าสู่ร่างกายจะมุ่งหน้าเข้าไปที่ปอด โดยมีระยะฟักตัว 2 – 14 วันอาการจึงจะแสดงออกมาให้เห็นและตรวจพบเชื้อ

ไวรัสโควิด19นั้นไม่สามารถที่จะอยู่เดี่ยวๆ ได้แต่จะแฝงตัวอยู่ในละอองฝอยจากการไอ จามและสารคัดหลั่งอย่างน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระ ดังนั้นการแพร่เชื้อไวรัสนั้นผู้ที่อยู่ในสถานที่เดียวกับผู้ติดเชื้อก็จะเสี่ยงที่สุดได้รับเชื้อผ่านการสูดดมละอองฝอยในอากาศ รับเชื้อเข้าไปในทางเดินหายใจหรือใครที่อยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1-2 เมตรก็อาจจะติดเชื้อได้ง่ายเช่นกัน

จึงทำให้ทุกคนต้องคอยเฝ้าระวังและรักษามาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้ตัวเองติดเชื้อโควิด แต่ไม่ว่าจะระวังมากเพียงใดก็ยังมีความกังวลใจอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ หรือไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมาก็กลัวว่าจะติดเชื้อไวรัสโควิด19 มาด้วยหากคุณเป็นกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อหลังการเดินทางให้ลองกักตัว ไม่พบปะผู้คนแล้วลองสังเกตอาการตนเองเป็นระยะเวลา 14 วัน หลังจากไปสัมผัสกับผู้ป่วยหรือไปในพื้นที่เสี่ยงและให้สังเกตอาการผิดปกติของตนเองได้ดังต่อไปนี้

อาการโดยทั่วไปของผู้ติดเชื้อโควิด19 มีดังนี้

มีไข้

เมื่อติดเชื้อโควิดผ่านไปสัก7 วันร่างกายจะแสดงออกเริ่มมีไข้หรือวัดอุณหภูมิร่างกายได้37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป

ไอ

การไอนั้นจะมีทั้งไอแห้งและไอมีเสมหะขึ้นอยู่กับว่าร่างกายของผู้ติดป่วยมีการติดเชื้อภายในหรือไม่บางครั้งการที่เชื้อไวรัสลงสู่ลำคอก็ทำให้เกิดการติดเชื้อช่องคอได้ทำให้เกิดอาการไอหรือมีเสมหะ

อ่อนเพลีย

อ่อนแรงหรืออ่อนเพลียเป็นอาการของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสแทบทุกชนิด อย่างเช่นร่างกายอ่อนเพลียเมื่อเป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่สูญเสียการรับกลิ่นและรับรสหากได้รับเชื้อผู้ป่วยบางรายอาจจะได้ขาดประสาทกับรับรู้บางอย่างเช่น การดมกลิ่นหรือการรับรสทำให้สังเกตความผิดปกติของร่างกายได้ง่าย

อาการที่พบในผู้ป่วยบางรายที่ติดเชื้อโควิด19

เจ็บคอ

ผู้ป่วยบางรายมีอาการเจ็บคอระคายคอ กลืนน้ำลายแล้วเจ็บก็มีบางแต่ไม่พบบ่อยมากนักปวดศีรษะ

การปวดศีรษะ

นั้นในผู้ป่วยบางรายอาจจะไม่ได้มีผลมาจากเชื้อไวรัสโควิดอย่างเดียวแต่อาจจะเป็นสภาพร่างกายร่วมด้วยเช่น ความดัน

ปวดเมื่อยเนื้อตัว

ความอ่อนเพลียของร่างกายหลังการติดเชื้อผู้ป่วยบางรายอาจจะมีการปวดเมื่อยตามตัว ครั่นเนื้อครั่นตัวร่วมด้วย

ท้องเสีย

เชื้อไวรัสบางชนิดอาจจะมีผลต่อร่างกายผู้ป่วยแตกต่างกันเมื่อร่างกายได้รับเชื้อเข้าไปแล้ว เชื้อก็จะแพร่กระจายไปทั่วร่างกายให้เร็วที่สุดซึ่งอาจจะไปกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

มีผื่นบนผิวหนัง

ผู้ที่ติดเชื้อโควิดนั้นการแพ้ของผิวหนังชั้นนอกอาจจะมาจากระบบภายในร่างกายมีการติดเชื้อหรือมีความแปรปรวนภายในทำให้ส่งผลแสดงอาการผื่นที่บริเวณผิวหนังบางจุดได้

ตาแดง

ผู้ป่วยอาจจะมีอากาตาแดงเนื่องจากเกิดการระคายเคืองตาหรือร่างกายภายในมีไข้ขึ้นสูงจนแสดงออกมาทางดวงตาได้เช่นกัน

อาการรุนแรงของผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด19

หายใจลำบาก

ข้อนี้สำคัญมากสำหรับผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อหรือไปพื้นที่เสี่ยงแล้วกลับมาเช็คอาการตัวเองแล้วมีอาการหายใจลำบากเกิดขึ้น หายใจถี่ หายใจเร็วเพราะจะแสดงให้เห็นความเชื้อไวรัสมีโอกาสที่จะลงไปที่ปอดสูงมากๆในผู้ป่วยบางรายที่ติดเชื้อแต่ไม่ได้รับการักษาอย่างรวดเร็ว ไวรัสโควิด19 ลงไปที่ปอดก็จะมีอาการเจ็บหน้าอก หนักอกเกิดขึ้นได้นั่นแสดงถึงความผิดปกติของการทำงานของปอดที่แสดงอาการออกมาให้เห็นชัดเจน

โดยเฉลี่ยแล้วผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิดจะแสดงอาการป่วยใน 5–6 วัน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจแสดงอาการหลังจากติดเชื้อ 14 วันก็เป็นไปได้แล้วแต่ภูมิต้านทานของแต่ละบุคคลแต่ถ้าหากมีการเดินทางไปในสถานที่เสี่ยงหรือพบปะ พูดคุยกับผู้ที่ติดเชื้อหลังกลับมาก็ต้องรีเช็คอาการตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงและไม่มีปัญหาสุขภาพอื่นๆสามารถที่จะรักษาตัวอยู่ที่บ้านได้แต่ก็ต้องรักษาระยะห่างกับผู้อื่นกักตัวอย่างน้อย 14 วันแต่ถ้าหากในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงควรรีบเข้ารับการรักษาทันทีเพื่อพบแพทย์และตรวจเช็คอาการอย่างละเอียดและรักษาอย่างถูกต้องมากที่สุด